เรามั่นใจว่าเพื่อน ๆ ทุกคนต้องมีโมเม้นต์อยากเปลี่ยนลุคให้สดใสขึ้น ด้วยอิทธิพลความงามและวงการบันเทิงทำให้คุณรู้สึกอยากแต่งแต้มสีผมให้ดูสนุกและมีสีสันมากขึ้น ซึ่งบางสีนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีการย้อมให้สีอ่อนลงเพื่อได้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาตรงกับความต้องการ ไอเทมสำคัญอย่าง น้ำยากัดสีผมนี่เอง คือตัวช่วยสำคัญที่จะพาคุณไปสู่ลุคในฝัน โดยเฉพาะถ้าคุณชอบสีผมโทนอ่อนสวยๆ อย่างบลอนด์หรูหรา สีเทาสุดชิค หรือพาสเทลสดใส การกัดสีผมเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ เพราะจะช่วยให้เส้นผมของคุณพร้อมรับสีใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ติดทนนาน เผยความงามที่เป็นคุณ
แต่ทั้งนี้การเลือกน้ำยากัดสีผมคุณภาพเยี่ยมจึงสำคัญมากค่ะ นอกจากจะช่วยให้คุณได้สีผมที่สวยสมใจแล้ว เรายังต้องใส่ใจดูแลสุขภาพผมไปพร้อมกันด้วย น้ำยากัดสีผมระดับพรีเมียมของเราผ่านมาตรฐานการผลิตชั้นเลิศ อุดมด้วยส่วนผสมบำรุงพิเศษอย่างเคราตินและน้ำมันธรรมชาติ ช่วยปกป้องเส้นผมของคุณให้นุ่มสลวย ชุ่มชื่น เปล่งประกายสุขภาพดี ไม่แฟ้งฟูแตกปลายไม่น่าดู ในวันนี้ เราภูมิใจนำเสนอ 10 น้ำยากัดสีผม บำรุงผมไม่เสีย สีสวยสม่ำเสมอ ที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ พร้อมเคล็ดลับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้ทั้งสีผมที่สวยดั่งใจและเส้นผมที่แข็งแรงสุขภาพดี พร้อมที่จะเปล่งประกายความงามของคุณในทุกวัน
หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดอันดับสินค้า
- เลือกระหว่างแบบผงหรือครีม : เราให้ความสำคัญกับรูปแบบของน้ำยากัดสีผมเป็นอันดับแรก เพราะแต่ละคนมีความถนัดในการใช้งานที่ต่างกัน บางคนชอบแบบผงเพราะพกพาง่าย บางคนถนัดแบบครีมเพราะใช้งานสะดวก เราจึงทดสอบทั้งสองรูปแบบอย่างละเอียด เพื่อให้คุณได้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและเห็นผลลัพธ์ชัดเจน
- ความเข้มข้นที่ปลอดภัย : เรื่องความเข้มข้นเป็นสิ่งที่เราใส่ใจมาก เราจึงศึกษาส่วนผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยทั่วไปจะมีความเข้มข้นตั้งแต่ 3% ขึ้นไป แต่เราแนะนำให้เริ่มจากความเข้มข้นต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มตามสภาพเส้นผม นอกจากนี้เรายังแนะนำวิธีการใช้ที่เหมาะสม ทั้งเรื่องเวลาและความถี่ในการใช้งาน เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่สวยอย่างปลอดภัย
- ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ : เราเข้าใจดีว่าหลายคนมีปัญหาเรื่องหนังศีรษะบอบบางและแพ้ง่าย เราจึงคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติหรือออร์แกนิก ซึ่งอ่อนโยนต่อหนังศีรษะมากกว่า แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่เราเชื่อว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนความรวดเร็ว และเราได้รวบรวมตัวเลือกที่ดีที่สุดมาให้คุณได้เลือกใช้
- ผลลัพธ์ที่ได้หลังการใช้ : เราทดสอบแต่ละผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองหลายครั้ง เพื่อดูว่าสีที่ได้หลังการกัดเป็นอย่างไร สม่ำเสมอหรือไม่ และเหมาะกับการทำสีต่อหรือเปล่า บางผลิตภัณฑ์อาจกัดสีได้สว่างเร็ว แต่ทำให้ผมเสีย บางอันอาจช้าหน่อยแต่รักษาสภาพผมได้ดี เราจึงให้คะแนนโดยดูจากความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและการดูแลรักษาเส้นผม
- ความอ่อนโยนของผลิตภัณฑ์ : สุดท้ายนี้ เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เราจึงทดสอบการระคายเคืองอย่างละเอียด ตั้งแต่กลิ่น ความรู้สึกขณะใช้งาน ไปจนถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีคำแนะนำพิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย เช่น ทดสอบแพ้ก่อนใช้จริง การใช้ครีมป้องกัน และข้อควรระวังต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด
1. NIGAO Bleaching Cream Maxx Light
NIGAO Bleaching Cream Maxx Light ฟอกผมให้สว่างถึง 8 ระดับ พร้อมการบำรุงและไม่มีแอมโมเนีย ทำให้ผมดูเงางามสุขภาพดีทุกครั้งที่ใช้
| ปริมาณ | 100 ml |
| รูปแบบน้ำยา | ครีม |
| ระดับความเข้มข้น | 3%, 6%, 9%, 12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | Mineral Oil |
ข้อดี
- ไม่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย ลดความเสี่ยงในการระคายเคืองและปัญหาสุขภาพ
- เพิ่มความสว่างของเส้นผมได้ถึง 8 ระดับในการใช้เพียงครั้งเดียว
- มีส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติ ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่นและเงางาม
- ไม่มีกลิ่นฉุน เหมาะสำหรับผู้ที่ไวต่อกลิ่น
ข้อควรพิจารณา
- จำเป็นต้องใช้ดีเวลลอปเปอร์แยกต่างหาก
- การใช้งานต้องระมัดระวัง ไม่ควรเกินเวลาที่กำหนด
NIGAO Bleaching Cream Maxx Light ปริมาณสุทธิ 100 มิลลิลิตร สามารถเพิ่มระดับความสว่างของเส้นผมได้สูงสุดถึง 8 ระดับในการใช้งานเพียงครั้งเดียว โดยไม่ก่อให้เกิดกลิ่นฉุนและไม่แสบจมูก ไม่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย ทำให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้ และลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง มีส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติ ที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่นและเงางาม ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการกัดสีผม ทำให้เส้นผมดูสุขภาพดีแม้จะผ่านการฟอกสี นอกจากนี้ น้ำยากัดสีผมจาก NIGAO นี้ยังออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ที่มีความไวต่อกลิ่นหรือมีประสาทสัมผัสไว เนื่องจากไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหนังศีรษะ
วิธีการใช้แนะนำให้ผสมน้ำยากัดสีผมกับดีเวลลอปเปอร์ ในอัตราส่วน 1:1.5 และป้ายครีมลงบนเส้นผม โดยเว้นระยะห่างจากโคนผมประมาณ 1 นิ้ว เพื่อป้องกันการระคายเคืองของหนังศีรษะ และทิ้งไว้นานประมาณ 40 นาที โดยไม่ควรเกินจากเวลาที่ระบุไว้ จากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและสระผมด้วยแชมพู NIGAO Deluxe Shampoo Color Maintain คำเตือนที่สำคัญในการใช้งานท คือ การทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง 48 ชั่วโมงล่วงหน้า และต้องหยุดใช้ทันทีหากเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองบนหนังศีรษะ ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ควรใช้ในการฟอกสีขนตาหรือขนคิ้ว
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
NIGAO Bleaching Cream Maxx Light เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสีผมให้สว่างถึง 8 ระดับในการใช้งานเพียงครั้งเดียว โดยไม่ก่อให้เกิดกลิ่นฉุนและไม่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงเส้นผม ลดความแห้งเสียและการระคายเคือง ทำให้ผมยังคงดูสุขภาพดี เงางาม แม้จะผ่านการกัดสี นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีความไวต่อกลิ่นหรือผู้ที่มีหนังศีรษะแพ้ง่าย
2. Lolane Pixxel Bleaching Powder
ผงกัดสีผม Lolane Pixxel ฟอกผมให้สว่างถึงระดับ 11 พร้อมการบำรุงคอลลาเจน ลดเม็ดสีเหลืองและป้องกันผมแห้งเสียหลังการฟอก
| ปริมาณ | 15 g |
| รูปแบบน้ำยา | ผง |
| ระดับความเข้มข้น | 3%, 6%, 9%,12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | ไม่มี |
ข้อดี
- ปรับระดับความสว่างของเส้นผมได้สูงสุดถึงระดับ 11 ในการฟอกครั้งเดียว
- มีหลายสูตรให้เลือกตามสภาพเส้นผม
- มีสูตรที่ผสมคอลลาเจนช่วยลดความเสียหายของเส้นผมหลังการฟอก
- ลดเม็ดสีเหลือง ทำให้สีผมดูสว่างโดยไม่ติดเหลือง
- ผงละเอียด ใช้งานง่าย ไม่ฟุ้งกระจาย
ข้อควรพิจารณา
- ต้องใช้ร่วมกับออกซี่มิลค์โลชั่น ซึ่งต้องซื้อแยกต่างหาก
- ต้องผสมตามอัตราส่วนที่ระบุไว้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
Lolane Pixxel Hair Bleaching Powder ผลิตภัณฑ์ผงกัดสีผมที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมี 4 สูตรให้เลือก ได้แก่ Light Level, Normal Lift, Extreme Lift และ Gentle Lift แต่ละสูตรสามารถปรับระดับความสว่างของเส้นผมได้ตั้งแต่ระดับ 7 จนถึงระดับ 11 โดยไม่ต้องฟอกหลายครั้ง ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ผงละเอียด ไม่ฟุ้งกระจาย และยังช่วยลดเม็ดสีเหลืองบนเส้นผมเพื่อให้สีผมสว่างแต่ไม่ติดเหลือง สำหรับการใช้งานนั้น จะต้องผสมกับโลแลนออกซี่มิลค์ โลชั่น ในอัตราส่วน 1:1 หรือ 1:3 ขึ้นอยู่กับสูตรที่เลือก การใช้งานแนะนำให้ป้ายเนื้อครีมลงบนเส้นผมโดยเว้นโคนผม 1-2 ซม. เพื่อป้องกันการระคายเคืองหนังศีรษะ จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดเมื่อได้ระดับความสว่างที่ต้องการ
นอกจากนี้ยังมีสูตรที่ผสมคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้ผมไม่แห้งเสียหลังการฟอก และช่วยให้เส้นผมนุ่มลื่นไม่พันกัน เหมาะสำหรับผมแห้งเสียหรือผมที่ไม่เคยผ่านการทำเคมี ผลิตภัณฑ์นี้มีปริมาณสุทธิ 15 กรัมต่อซอง เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในระดับมืออาชีพและบุคคลทั่วไป คำเตือนสำหรับการใช้งานคือ ต้องทดสอบการแพ้ก่อนใช้เสมอ และระมัดระวังไม่ให้ผลิตภัณฑ์สัมผัสกับหนังศีรษะโดยตรง นอกจากนี้ควรใช้ถุงมือที่เหมาะสมขณะใช้งานและหลีกเลี่ยงการใช้งานในบริเวณขนคิ้วหรือขนตา
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
Lolane Pixxel Hair Bleaching Powder เป็นผงกัดสีผมที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสีผมให้สว่างถึงระดับ 11 โดยไม่ต้องฟอกหลายครั้ง มีสูตรให้เลือกหลายระดับตามสภาพเส้นผม ตั้งแต่สูตรอ่อนโยนสำหรับผมที่บอบบางจนถึงสูตรที่เหมาะสำหรับผมที่แข็งแรงและผ่านการทำเคมี นอกจากนี้ยังมีสูตรผสมคอลลาเจนที่ช่วยลดความแห้งเสียและช่วยให้เส้นผมยังคงนุ่มลื่นหลังการฟอก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติที่ช่วยลดเม็ดสีเหลือง ทำให้สีผมดูสว่างโดยไม่ติดเหลือง ผงกัดสีละเอียด ใช้งานง่าย ไม่ฟุ้งกระจาย ทำให้การใช้งานสะดวกและมีประสิทธิภาพ
3. Dcash Professional Master Bleaching Powder Lightener
Dcash Professional Master Bleaching Powder Lightener ฟอกสีผมให้สว่างใน 10 นาที พร้อมปกป้องเส้นผมไม่ให้แห้งเสีย
| ปริมาณ | 15 g |
| รูปแบบน้ำยา | ผง |
| ระดับความเข้มข้น | 12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | ไม่มี |
ข้อดี
- ยกระดับความสว่างของเส้นผมได้ถึง 7-9 ระดับ
- มีสูตรที่ช่วยป้องกันเส้นผมไม่ให้แห้งเสียหลังการฟอก
- มีเฉดสีให้เลือกหลายสี เช่น สีทอง สีเงิน สีขาว และสีแดง
- ใช้เวลาฟอกสีผมรวดเร็วเพียง 10 นาที
- ผงละเอียด เกลี่ยง่าย
ข้อควรพิจารณา
- ปริมาณต่อซองเพียง 15 กรัม ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานในผมหนาหรือยาว
- ต้องใช้ดีเวลลอปเปอร์แยกต่างหาก
Dcash Professional Master Bleaching Powder Lightener ปริมาณสุทธิ 15 กรัม ผงฟอกสีผมที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถยกระดับความสว่างของเส้นผมได้ถึง 7-9 ระดับ โดยใช้เวลาที่รวดเร็วเพียง 10 นาที ผงมีเนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย ช่วยให้เส้นผมดูดซับสีย้อมผมได้ดียิ่งขึ้น โดยมีเฉดสีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีทอง สีเงิน สีขาว และสีแดง ซึ่งสามารถใช้ในการสร้างมิติให้สีผมดูสวยงามมากขึ้น สูตรออกแบบมาเพื่อลดการทำลายโครงสร้างเส้นผมและป้องกันไม่ให้เส้นผมแข็งกระด้างหลังการฟอก ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นผมที่นิ่มไม่แห้งเสีย ช่วยให้การฟอกสีผมเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการทำไฮไลต์และการเปลี่ยนสีผมที่ต้องการความสว่าง วิธีการใช้งานแนะนำให้ผสมผงฟอกกับดีเวลลอปเปอร์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันในภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที จากนั้นจึงทำการฟอกสีผม และล้างออกด้วยแชมพู พร้อมหมักด้วยทรีทเม้นท์เพื่อช่วยล้างสารเคมีตกค้างในเส้นผม เหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อการฟอกสีผมระดับมืออาชีพ
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
Dcash Professional Master Bleaching Powder Lightener สามารถปรับความสว่างของสีผมโดยไม่ทำลายเส้นผม ผลิตภัณฑ์นี้สามารถยกระดับความสว่างของเส้นผมได้ถึง 7-9 ระดับในระยะเวลาอันสั้น ด้วยสูตรพิเศษที่ช่วยลดความเสียหายของเส้นผม ทำให้เส้นผมไม่แห้งกระด้างหลังการฟอก อีกทั้งผงฟอกสีมีเนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย และมีเฉดสีให้เลือกถึง 4 สี สามารถปรับสีผมตามความต้องการได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังช่วยให้เส้นผมสามารถดูดซับสีย้อมผมได้ดียิ่งขึ้นหลังการฟอกสี
4. CRUSET Hair Bleaching Cream
CRUSET Hair Bleaching Cream ฟอกผมให้สว่างพร้อมบำรุงเส้นผมด้วยน้ำมันมะกอกและวิตามินอี ให้ผมเงางามและสุขภาพดีแม้หลังการฟอก
| ปริมาณ | 15 g |
| รูปแบบน้ำยา | ผง |
| ระดับความเข้มข้น | 12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | น้ำมันมะกอก Vitamin E |
ข้อดี
- มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกและวิตามินอี ช่วยบำรุงเส้นผมขณะฟอก
- สามารถเพิ่มความสว่างของเส้นผมได้ถึง 3-4 ระดับ
- มีเฉดสีให้เลือกถึง 2 สี คือ สีขาวและสีทอง
- ผลิตภัณฑ์มีความเข้มข้นสูง ช่วยให้ผมสว่างอย่างสม่ำเสมอ
ข้อควรพิจารณา
- ความเข้มข้น 12% อาจทำให้ผู้ใช้บางรายเกิดการระคายเคือง
- ปริมาณ 15 กรัมต่อซองอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานในผู้ที่มีผมหนาหรือยาว
CRUSET Hair Bleaching Cream ครีมฟอกสีผมที่ช่วยเพิ่มความสว่างให้เส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมบำรุงผมในตัว ด้วยส่วนผสมของน้ำมันมะกอกและวิตามินอี ซึ่งช่วยให้เส้นผมยังคงเงางาม สุขภาพดี แม้จะผ่านการฟอกสี การใช้งานผลิตภัณฑ์นี้สามารถช่วยให้ผมสว่างขึ้นได้ 3-4 ระดับจากสีผมเดิม เหมาะสำหรับการปรับสีผมก่อนย้อมหรือทำไฮไลท์ มีให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่ สีขาว (เบอร์ A000) และสีทอง (เบอร์ A900) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกตามความต้องการของสีผมที่ต้องการ ผลิตภัณฑ์แบรนด์นี้ มีความเข้มข้นของดีเวลลอปเปอร์ครีม 12% ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยให้สีผมอ่อนลงอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการใช้งานจำเป็นต้องผสมครีมฟอกสีผม 1 ซอง (15 กรัม) กับดีเวลลอปเปอร์ครีม 1 ขวด (35 มิลลิลิตร) คนให้เข้ากันแล้วทาลงบนเส้นผม ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผมของผู้ใช้ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด คำเตือนในการใช้งานคือต้องสวมถุงมือขณะใช้และควรทดสอบการระคายเคืองก่อนใช้งาน เนื่องจากน้ำยามีความเข้มข้นสูง จึงควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำบนผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
CRUSET Hair Bleaching Cream เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟอกสีผมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเสียหายของเส้นผม เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกและวิตามินอี ซึ่งช่วยบำรุงเส้นผมให้ยังคงเงางามและมีสุขภาพดีแม้หลังจากผ่านกระบวนการกัดสี อีกทั้งยังสามารถเพิ่มระดับความสว่างของเส้นผมได้ถึง 3-4 ระดับ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสีผมหรือทำไฮไลท์ก่อนการย้อม นอกจากนี้ ความเข้มข้นของดีเวลลอปเปอร์ครีม 12% ยังช่วยให้สีผมออกมาสม่ำเสมอและเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีขาวและสีทอง ทำให้สามารถเลือกได้ตามความต้องการ
5. Berina Hair Bleaching Powder
Berina Hair Bleaching Powder ฟอกสีผมสว่าง พร้อมรักษาความเงางามและน้ำหนักของเส้นผม ให้คุณมั่นใจในทุกครั้งที่ใช้งาน
| ปริมาณ | 15 g |
| รูปแบบน้ำยา | ผง |
| ระดับความเข้มข้น | 12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | ไม่มี |
ข้อดี
- ฟอกสีผมได้สว่างอย่างเป็นธรรมชาติในเวลา 20-30 นาที
- รักษาความเงางามและน้ำหนักของเส้นผมหลังการฟอก
- ราคาจับต้องได้ เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
- ช่วยปกปิดผมขาวได้เนียนเรียบ
- สีติดทนนานและไม่ทำให้ผมเสีย
ข้อควรพิจารณา
- ต้องใช้ร่วมกับดีเวลลอปเปอร์ความเข้มข้น 12% ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับเส้นผมบางประเภท
- ไม่มีสารบำรุงผม
Berina Hair Bleaching Powder ผงฟอกสีผมที่มีประสิทธิภาพสูง โดยช่วยให้สีผมสว่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และเส้นผมยังคงมีประกายเงางาม ดูมีน้ำหนักหลังการฟอก ผลิตภัณฑ์นี้มาพร้อมกับดีเวลลอปเปอร์ที่มีความเข้มข้น 12% ซึ่งสามารถผสมผงฟอกสี 15 กรัม กับดีเวลลอปเปอร์ 60 มิลลิลิตร เพื่อนำไปใช้ทาลงบนเส้นผมได้ทันที การใช้งานต้องทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด จุดเด่นของแบรนด์ คือ การทำให้สีผมติดทนนานและเส้นผมไม่เสียหลังการฟอก ทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้สามารถกัดสีผมออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้เส้นผมแห้งเสีย นอกจากนี้ยังช่วยปกปิดผมขาวได้อย่างเนียนเรียบ และทำให้สีผมสม่ำเสมอทั่วทั้งศีรษะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสีผมให้สว่างขึ้น หรือเตรียมผมสำหรับการย้อมสีเพิ่มเติม
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
Berina Hair Bleaching Powder มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสว่างของเส้นผมอย่างเป็นธรรมชาติและดูมีน้ำหนัก โดยมีจุดเด่นที่สำคัญคือราคาที่จับต้องได้และใช้งานง่าย ด้วยส่วนผสมที่เข้มข้น 12% เมื่อใช้ร่วมกับดีเวลลอปเปอร์ สามารถกัดสีผมได้อย่างรวดเร็วเพียง 20-30 นาที ช่วยปกปิดผมขาวได้ดี และทำให้สีผมที่ฟอกออกมามีความสม่ำเสมอและติดทนนาน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาความเงางามและสุขภาพของเส้นผมหลังการฟอก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสีผมโดยไม่ทำให้เส้นผมเสียหาย
6. Kota Sandy Soft Blonde Bleaching Powder
Kota Sandy Soft Blonde Bleaching Powder ฟอกผมสว่างแบบออร์แกนิก พร้อมบำรุงให้ผมนุ่มสลวย สุขภาพดี ไม่แสบหนังศีรษะ
| ปริมาณ | 100 ml |
| รูปแบบน้ำยา | ผง |
| ระดับความเข้มข้น | 9% |
| ประเภทน้ำยา | ออร์แกนิก |
| สารบำรุงเส้นผม | โสม, น้ำมันมะพร้าว, อัญชัน, ว่านหางจระเข้, โชวู, น้ำมันมะกอก, กรดมะนาว, Jojoba Oil, Argan Oil |
ข้อดี
- เป็นสูตรออร์แกนิก มีส่วนผสมจากสารบำรุงธรรมชาติ
- ไม่ฉุนและไม่ทำให้ระคายเคืองหนังศีรษะ
- ลดความเสี่ยงของผมแห้งเสียขณะฟอกสี
- ให้ลุค Soft Blonde ที่ดูเป็นธรรมชาติ
- มีหลากหลายสีให้เลือกตามใจชอบ
ข้อควรพิจารณา
- ความเข้มข้น 9% อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่ต้องการความสว่างมากกว่านี้
- สินค้าไม่ใช่ผงฟอกสีผมทั่วไปที่ช่วยปรับความสว่างของสีผม แต่มาพร้อมสีที่สำเร็จแล้ว
Kota Sandy Soft Blonde Bleaching Powder ผลิตภัณฑ์น้ำยากัดสีผมสูตรออร์แกนิก ที่มีส่วนประกอบจากสารบำรุงธรรมชาติหลากหลายชนิด เช่น โสม น้ำมันมะพร้าว ว่านหางจระเข้ อัญชัน น้ำมันมะกอก และ Argan Oil ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยบำรุงเส้นผม ลดการแห้งเสียและปัญหาที่มักเกิดจากการทำเคมี น้ำยากัดสีผมรุ่นนี้มีความเข้มข้น 9% และให้ลุค Soft Blonde ที่ดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีกลิ่นหอม ไม่ฉุน และไม่ทำให้ระคายเคืองหนังศีรษะ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการฟอกสีผมที่ปลอดภัยและไม่ทำร้ายสุขภาพหนังศีรษะ
ผลิตภัณฑ์ต้องใช้ผสมกับน้ำยาดีเวลลอปเปอร์และทิ้งไว้บนเส้นผมประมาณ 20-30 นาที ก่อนล้างออก ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติและสารบำรุงต่างๆ ทำให้เส้นผมยังคงสุขภาพดี มีน้ำหนัก และดูเงางามแม้หลังการฟอกสี นอกจากนี้ Kota Sandy Soft Blonde Bleaching Powder ยังได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ใช้เนื่องจากไม่มีการระคายเคืองและเหมาะกับการใช้ฟอกสีผมในระดับความสว่างที่ต้องการ
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
Kota Sandy Soft Blonde Bleaching Powder เป็นน้ำยากัดสีผมที่ดีเพราะเป็นสูตรออร์แกนิก ซึ่งมีส่วนประกอบจากสารบำรุงธรรมชาติหลากหลาย เช่น โสม น้ำมันมะพร้าว ว่านหางจระเข้ น้ำมันมะกอก และ Argan Oil สารบำรุงเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการทำร้ายเส้นผมขณะฟอก ทำให้ผมไม่แห้งเสียหรือแข็งกระด้าง นอกจากนี้ น้ำยากัดผมนี้ยังออกแบบมาให้มีกลิ่นหอม ไม่ฉุน และไม่ทำให้ระคายเคืองหนังศีรษะ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสีผมอย่างปลอดภัย อีกทั้งยังให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและเส้นผมยังคงความเงางามหลังการฟอก การผสมผงกัดกับดีเวลลอปเปอร์ 9% ให้ลุค Soft Blonde ที่สว่างนุ่มนวล ทำให้เส้นผมดูสุขภาพดีและดูมีน้ำหนัก
7. Star List Quik Blond
STAR LIST Quik Blond ฟอกสีผมให้สว่างทันใจ กลิ่นไม่ฉุน พร้อมปรับสีได้มากถึง 8 ระดับ ในกล่องแถมถุงมือสำหรับใช้งาน โดยไม่ต้องหาซื้อเพิ่มเติม
| ปริมาณ | 50 g |
| รูปแบบน้ำยา | ผง |
| ระดับความเข้มข้น | 6%, 9%, 12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | ไม่มี |
ข้อดี
- ปรับระดับความสว่างของเส้นผมได้มากถึง 8 ระดับ
- มีกลิ่นไม่ฉุน ไม่แสบจมูก
- มีความเข้มข้นให้เลือกหลายระดับ เหมาะกับสภาพเส้นผมที่แตกต่างกัน
- ในกล่องมีอุปกรณ์ครบ ไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม
- สีผมติดทนนานหลังการฟอก
ข้อควรพิจารณา
- ห้ามใช้กับเส้นผมเปียกเด็ดขาด
- หากผสมและใช้งานไม่ถูกต้อง อาจทำให้เส้นผมเสียหายหรือแห้งกร้าน
STAR LIST Quik Blond ผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นในการยกระดับความสว่างของเส้นผมได้อย่างรวดเร็ว สามารถเพิ่มระดับความสว่างได้สูงสุดถึง 8 ระดับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสีผมหรือทำไฮไลท์ โดยมีให้เลือกหลายความเข้มข้น ได้แก่ 6%, 9%, และ 12% ทำให้สามารถเลือกใช้ตามสภาพเส้นผมของแต่ละคน นอกจากนี้ ผงฟอกนี้ยังมีกลิ่นที่ไม่ฉุนและไม่แสบจมูก ซึ่งทำให้สะดวกต่อการใช้งานในทุกสถานการณ์ ผลิตภัณฑ์นี้ยังช่วยให้การย้อมผมหลังการกัดสีติดได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สีผมมีความสม่ำเสมอและชัดเจน อีกทั้งแถมถุงมือสำหรับใช้งาน ทำให้สะดวกต่อผู้ใช้มากขึ้น และไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม วิธีการใช้งานเริ่มจากการสระผมโดยไม่เกาหนังศีรษะ จากนั้นผสมผงฟอกกับดีเวลลอปเปอร์ แล้วทาลงบนเส้นผม ทิ้งไว้ 30-40 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์นี้ยังมีขนาดหลากหลาย ตั้งแต่ 20 กรัมไปจนถึง 420 กรัม ทำให้สามารถเลือกใช้ตามปริมาณเส้นผมและความต้องการ
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
STAR LIST Quik Blond เป็นผลิตภัณฑ์ฟอกสีผมที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้ผมสว่างขึ้นได้ถึง 8 ระดับภายในเวลาอันสั้น ทำให้เหมาะสำหรับการเปลี่ยนสีผมหรือการทำไฮไลท์ นอกจากนี้ยังมีระดับความเข้มข้นให้เลือก 3 ระดับ อีกทั้งผงฟอกนี้ยังมีกลิ่นไม่ฉุนและไม่ทำให้ระคายเคือง ทำให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวก กล่องผลิตภัณฑ์ยังมีอุปกรณ์อย่างถุงมือมาให้ครบ ทำให้ไม่ต้องหาอุปกรณ์เพิ่มเติม
8. Yougee Blondie Hair Lightener
Yougee Blondie Hair Lightener ฟอกสีผมได้อย่างอ่อนโยนด้วยส่วนผสมออร์แกนิก พร้อมบำรุงให้ผมยังคงชุ่มชื้นและสุขภาพดี
| ปริมาณ | 15 g |
| รูปแบบน้ำยา | ผง |
| ระดับความเข้มข้น | 9%, 12% |
| ประเภทน้ำยา | ออร์แกนิก |
| สารบำรุงเส้นผม | Moisturizer |
ข้อดี
- มีส่วนผสมออร์แกนิกและเทคโนโลยี PhytOlL ช่วยบำรุงและรักษาความชุ่มชื้นของเส้นผม
- ไม่มีกลิ่นฉุน ไม่ทำให้แสบหนังศีรษะ
- ผงไม่ฟุ้งกระจาย ทำให้ปลอดภัยต่อการใช้งาน
- มี Moisturizer ป้องกันผมแห้งเสียหลังการฟอก
- มีความเข้มข้นให้เลือกตามสภาพเส้นผม (9% และ 12%)
ข้อควรพิจารณา
- ปริมาณต่อชุด (15 กรัม + 50 มิลลิลิตร) อาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานในผมยาว
- ระยะเวลาการใช้งานอาจนานถึง 45 นาที ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาสำหรับบางคน
Yougee Blondie Hair Lightener ผงฟอกสีผมสูตรออร์แกนิกที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและเทคโนโลยี PhytOlL ช่วยบำรุงและรักษาความชุ่มชื้นของเส้นผมในระหว่างการฟอก สูตรนี้มีกลิ่นไม่ฉุน ไม่ทำให้แสบหนังศีรษะ และไม่ฟุ้งกระจาย ทำให้ปลอดภัยและสะดวกต่อการใช้งาน นอกจากนี้ยังมี Moisturizer ที่ช่วยให้เส้นผมยังคงชุ่มชื้นและไม่ทำลายโครงสร้างของเส้นผมหลังการฟอก ผลิตภัณฑ์นี้สามารถทิ้งไว้ได้นานสูงสุด 30-45 นาทีโดยไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ผลิตภัณฑ์มีความเข้มข้น 2 ระดับคือ 9% และ 12% ซึ่งสามารถเลือกใช้ตามสภาพของเส้นผม ในชุดประกอบด้วยผงฟอก 15 กรัมและดีเวลลอปเปอร์ขนาด 50 มิลลิลิตร ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ว่าจะเป็นผมสั้น ผมบ็อบ หรือผมยาว วิธีการใช้งานง่าย เพียงผสมผงฟอกกับดีเวลลอปเปอร์ในอัตราส่วน 1:1 แล้วทาลงบนเส้นผม ทิ้งไว้ตามเวลาที่ต้องการ จากนั้นล้างออกและสระด้วยแชมพู
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
Yougee Blondie Hair Lightener ปลอดภัยและรักษาความชุ่มชื้นของเส้นผมไปพร้อมกัน ด้วยส่วนผสมออร์แกนิกและเทคโนโลยี PhytOlL ที่ช่วยบำรุงเส้นผม ลดความแห้งเสีย และป้องกันไม่ให้โครงสร้างเส้นผมถูกทำลาย ผลิตภัณฑ์นี้มาพร้อมกับ Moisturizer ทำให้เส้นผมไม่แห้งกระด้างหลังการฟอก เหมาะสำหรับสภาพเส้นผมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังใช้งานง่ายและปลอดภัย เพราะไม่มีกลิ่นฉุน ไม่แสบหนังศีรษะ และผงไม่ฟุ้งกระจาย
9. Babi Persistently Moist And Smooth
Babi Persistently Moist And Smooth ครีมกัดสีผมสูตรน้ำนม บำรุงผมให้นุ่มลื่น ด้วยโปรตีนและเคราติน พร้อมให้สีผมสว่างได้ถึง 4 ระดับ
| ปริมาณ | 1000 ml |
| รูปแบบน้ำยา | ครีม |
| ระดับความเข้มข้น | 3%, 6%, 9%, 12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | โปรตีน, เคราติน |
ข้อดี
- มีส่วนผสมของโปรตีนและเคราติน ช่วยบำรุงผมให้ไม่แห้งเสีย
- ปริมาณมากถึง 1000 มิลลิลิตร ใช้งานได้นาน
- มีความเข้มข้นให้เลือกหลายระดับ เพื่อความเหมาะสมกับสภาพเส้นผม
- กลิ่นหอมอ่อน ไม่ฉุน ทำให้ใช้งานสะดวก
- สามารถใช้ผสมกับผลิตภัณฑ์กัดสีหรือเปลี่ยนสีผมได้ทุกเฉดสี
ข้อควรพิจารณา
- ไม่มีผงกัดสีผมแถมมาในชุด ต้องซื้อเพิ่ม
- ขนาด 1000 มิลลิลิตร อาจใหญ่เกินไปสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานน้อย
Babi Persistently Moist And Smooth ครีมสำหรับผสมกับผลิตภัณฑ์กัดสีผมและครีมเปลี่ยนสีผมที่ออกแบบมาในสูตรน้ำนม มีคุณสมบัติเด่นที่ช่วยให้ผมคงความชุ่มชื้นและไม่แห้งเสียหลังการทำเคมี มีส่วนผสมของโปรตีนและเคราติน ช่วยป้องกันผมกระด้างและลดปัญหาผมช็อตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์นี้มีความเข้มข้นให้เลือกถึง 4 ระดับ ได้แก่ 3%, 6%, 9% และ 12% ทำให้สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการและสภาพของเส้นผม
การใช้งานสามารถผสมกับผงฟอกสีผมหรือครีมเปลี่ยนสีผมได้ทุกเฉดสี และสามารถเพิ่มความสว่างของสีผมได้สูงสุดถึง 4 ระดับ หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของผลิตภัณฑ์นี้ คือ ปริมาณที่มากถึง 1000 มิลลิลิตรต่อขวด ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในระยะยาว นอกจากนี้ กลิ่นของผลิตภัณฑ์ยังไม่ฉุนแสบจมูก ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นรบกวน แนะนำให้ผสมในอัตราส่วน 1:1 หรือ 2:1 ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ต้องการ และสามารถใช้กับผลิตภัณฑ์ฟอกสีผมหรือย้อมผมได้ทุกประเภท
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
Babi Persistently Moist And Smooth ครีมกัดสีผมสูตรน้ำนมที่มีความพิเศษในการบำรุงเส้นผมระหว่างการฟอกสีหรือเปลี่ยนสีผม ด้วยส่วนผสมของโปรตีนและเคราติน ช่วยปกป้องเส้นผมจากความแห้งเสีย และทำให้ผมนุ่มลื่น ไม่แข็งกระด้างหลังการทำเคมี นอกจากนี้ยังมีให้เลือกถึง 4 ระดับความเข้มข้น จึงสามารถปรับให้เหมาะสมกับสภาพผมและผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งปริมาณผลิตภัณฑ์มากถึง 1000 มิลลิลิตร ทำให้ใช้งานได้ในระยะยาว และประหยัดค่าใช้จ่าย
10. Carebeau Enjoy Milkyoxy Cream
Carebeau Enjoy Milkyoxy Cream บำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่นด้วยน้ำนม พร้อมย้อมหรือฟอกสีได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้ผมแห้งเสีย
| ปริมาณ | 1000 ml |
| รูปแบบน้ำยา | ครีม |
| ระดับความเข้มข้น | 3%, 6%, 9%, 12% |
| ประเภทน้ำยา | ทั่วไป |
| สารบำรุงเส้นผม | น้ำนม, นมผง |
ข้อดี
- มีส่วนผสมของน้ำนมและนมผง ช่วยบำรุงเส้นผมให้ชุ่มชื้นและนุ่มลื่น
- มีหลายระดับความเข้มข้นให้เลือก เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย
- กลิ่นไม่ฉุน ไม่ทำให้แสบจมูก
- ปริมาณบรรจุมากถึง 1000 มิลลิลิตร ใช้งานได้นานและคุ้มค่า
ข้อควรพิจารณา
- ไม่มีผงกัดสีผมแถมมาในชุด ต้องซื้อแยกต่างหาก
- สารบำรุงในเส้นผมไม่ระบุมาชัดเจน
Carebeau Enjoy Milkyoxy Cream ขนาด 1000 มิลลิลิตร ผลิตภัณฑ์ผสมครีมย้อมผมและผงฟอกสีผม ที่มีส่วนผสมจากน้ำนมและนมผง ช่วยบำรุงให้เส้นผมนุ่ม ชุ่มชื้น และไม่แห้งเสียหลังการทำเคมี มีความเข้มข้นให้เลือก 4 ระดับ ได้แก่ 3%, 6%, 9% และ 12% ทำให้เหมาะกับการใช้งานทั้งการปกปิดผมขาว การเปลี่ยนสีผมในโทนเข้ม ไปจนถึงการฟอกสีผมให้สว่างขั้นสุด ผลิตภัณฑ์มีเนื้อครีมสูตรน้ำนมที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่ฉุนและไม่ทำให้แสบจมูก ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย บรรจุใหญ๋สะใจ เพียงพอต่อการใช้งานในระยะยาว เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในระดับมืออาชีพและบุคคลทั่วไป การใช้งานง่าย เพียงผสมกับครีมย้อมผมหรือผงฟอกสีผมตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่ต้องการ
ทำไมเราถึงชอบสินค้านี้?
Carebeau Enjoy Milkyoxy Cream ดีสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงเส้นผมขณะทำเคมี ด้วยส่วนผสมจากน้ำนมและนมผงที่ช่วยให้เส้นผมคงความชุ่มชื้นและนุ่มลื่น นอกจากนี้ยังมีให้เลือกหลายระดับความเข้มข้น ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปกปิดผมขาว การเปลี่ยนสีผมในโทนเข้ม หรือการฟอกสีผมให้สว่างขั้นสุด ผลิตภัณฑ์นี้มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่ฉุน ทำให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบาย
เลือกน้ำยากัดสีผมอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพเส้นผม
สภาพเส้นผมต่างๆ มีผลต่อการเลือกน้ำยากัดสีผม
สภาพเส้นผมแต่ละคนมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการกัดสีผม เช่น คนที่มีผมหนาและแข็งแรงจะสามารถทนต่อการกัดสีได้ดีกว่าคนที่มีผมบางหรือผมที่เคยผ่านการย้อมมาก่อน ผมที่ผ่านการย้อมหรือทำเคมีมาแล้ว เช่น การดัดหรือการยืด อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกทำลายมากกว่าผมธรรมชาติ การเลือกน้ำยากัดสีที่มีส่วนผสมบำรุงจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผมหนา ควรใช้น้ำยากัดสีที่มีความเข้มข้นสูงกว่า เพื่อให้สีผมสว่างได้เร็วและทั่วถึง แต่หากเป็นผมบาง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าและอ่อนโยนต่อเส้นผม
ปัจจัยที่ควรพิจารณา
ระดับความเข้มข้น (Hydrogen Peroxide)
ปริมาณความเข้มข้นที่แตกต่างกันของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ส่งผลต่อความแรงและประสิทธิภาพในการกัดสี เช่น
- 3%: สำหรับผู้ที่ต้องการความสว่างเล็กน้อย เหมาะสำหรับผมบางและผมที่ต้องการกัดสีเล็กน้อย
- 6%: สำหรับการปรับความสว่างของสีผม 1-2 ระดับ เหมาะสำหรับการย้อมสีเข้ม หรือทำให้สีผมเป็นโทนอ่อนที่ไม่ต้องการความสว่างมาก
- 9%: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสว่างสูงถึง 2-3 ระดับ และเป็นระดับที่นิยมใช้ในการฟอกผมสีแฟชั่น
- 12%: ใช้สำหรับผมที่หนาและแข็งแรง ที่ต้องการความสว่างขั้นสูงสุดถึง 3-4 ระดับ แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะมีความเข้มข้นสูง อาจทำให้ผมเสียได้ง่าย
ส่วนผสมที่ช่วยบำรุงเส้นผม
ถ้าคุณอยากให้ผมสวยสุขภาพดีระหว่างกัดสี การเลือกน้ำยาที่มีส่วนผสมบำรุงเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ นะคะ แนะนำให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างน้ำมันมะกอกและน้ำมันอาร์แกน ซึ่งช่วยบำรุงเส้นผมได้ลึกถึงภายใน ป้องกันปัญหาผมแห้งกรอบและแตกปลายได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเคราตินด้วยนะคะ เพราะเคราตินเป็นโปรตีนที่มีความสำคัญต่อเส้นผมมาก ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างผมที่เสียหายจากการกัดสี ทำให้ผมแข็งแรงและมีสุขภาพดี ที่สำคัญ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมออร์แกนิกหรือสารสกัดจากธรรมชาติ จะช่วยให้หนังศีรษะของคุณแข็งแรง ไม่ระคายเคืองง่าย และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ทำเทสต์ปอยผมก่อนการกัดสี
การทำเทสต์ปอยผมเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้คุณทราบว่าผมของคุณตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์อย่างไร
- ขั้นตอนการทำเทสต์ปอยผม: ตัดปอยผมเล็ก ๆ จากส่วนที่มองไม่เห็น เช่น ด้านหลังหรือท้ายทอย จากนั้นทาผลิตภัณฑ์ที่ต้องการใช้ลงบนปอยผมและทิ้งไว้ตามเวลาที่ระบุไว้ในผลิตภัณฑ์
- สังเกตผลลัพธ์: หากสีผมเปลี่ยนไปตามต้องการและไม่มีอาการแสบหรือระคายเคือง คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้กับเส้นผมทั้งหมด แต่หากเกิดปัญหาผมแตกหรือสีไม่ออกตามต้องการ อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือปรับเวลาในการทิ้งน้ำยา
วิธีบำรุงเส้นผมหลังการกัดสีผมเพื่อป้องกันผมเสีย
ใช้มาสก์บำรุงผมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ
หลังจากที่เราทำสีผม ไม่ว่าจะย้อมหรือกัดสี เส้นผมของเราต้องเผชิญกับสารเคมีที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งอาจทำให้ผมแห้งกรอบ แตกปลาย และขาดความมีชีวิตชีวา แต่ไม่ต้องกังวลไป! เพราะธรรมชาติได้มอบตัวช่วยดีๆ มากมายที่จะช่วยฟื้นฟูเส้นผมของเราให้กลับมาสวยเงางามอีกครั้ง มาดูกันว่ามีสารสกัดจากธรรมชาติอะไรบ้างที่จะช่วยบำรุงผม
- อะโวคาโด – ซูเปอร์ฟู้ดสำหรับเส้นผม : อะโวคาโดไม่ได้อร่อยแค่กินเท่านั้น แต่ยังเป็นผลไม้มหัศจรรย์สำหรับเส้นผมด้วย! อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 วิตามินอี และวิตามินบี ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้เส้นผมอย่างล้ำลึก ทำให้ผมนุ่มสลวย เงางาม และแข็งแรงจากโคนจรดปลาย นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องเส้นผมจากความเสียหายที่เกิดจากแสงแดดและมลภาวะอีกด้วย
- น้ำมันมะพร้าว – ตัวช่วยฟื้นฟูผมเสียระดับตำนาน : น้ำมันมะพร้าวเป็นของดีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ด้วยโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้สามารถซึมซาบเข้าสู่เส้นผมได้ดีเยี่ยม ช่วยเติมความชุ่มชื้น ป้องกันผมแตกปลาย และทำให้ผมมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งกรอบ โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นประจำ จะช่วยให้ผมแข็งแรง มีน้ำหนัก และจัดทรงง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเส้นผมจากความเสียหายต่างๆ
- เคราติน – โปรตีนมหัศจรรย์ฟื้นฟูผมเสีย : เคราตินเป็นโปรตีนธรรมชาติที่เป็นส่วนประกอบหลักของเส้นผม เมื่อผมผ่านการทำสี โครงสร้างเคราตินมักจะถูกทำลาย การใช้มาสก์ที่มีส่วนผสมของเคราติน จะช่วยเติมเต็มส่วนที่สูญเสียไป ทำให้เส้นผมแข็งแรง มีโครงสร้างที่สมบูรณ์ ลดการชี้ฟู และทำให้ผมเงางามเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างชั้นป้องกันรอบเส้นผม ทำให้ผมทนต่อความเสียหายจากความร้อนและการจัดแต่งทรงได้ดีขึ้น
ตัดแต่งปลายผมและใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟู
การตัดแต่งปลายผมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันการแตกปลายและขจัดปลายผมที่เสียออกไป ควรตัดแต่งปลายผมทุก 6-8 สัปดาห์เพื่อลดการสะสมของปลายผมที่เสีย นอกจากนี้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูเส้นผม เช่น เซรั่มหรือน้ำมันบำรุงผมที่มีส่วนผสมของวิตามินอีหรือเคราติน ที่จะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและปกป้องเส้นผมจากมลภาวะและการถูกทำลาย
เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อการบำรุงขั้นสุด
หลายคนที่เคยผ่านประสบการณ์การกัดสีผมคงรู้ดีว่า การดูแลเส้นผมหลังจากกระบวนการนี้สำคัญมากแค่ไหน เพราะสารเคมีที่ใช้ในการกัดสีผมนั้นค่อนข้างรุนแรง และอาจส่งผลให้เส้นผมของเราเสียหายได้ง่าย ทั้งแห้งกรอบ แตกปลาย หรือขาดความมีชีวิตชีวา
สิ่งแรกที่ควรทำหลังจากกัดสีผมคือ การล้างสารเคมีออกให้สะอาดหมดจด โดยใช้แชมพูที่อ่อนโยนและน้ำอุ่น (ไม่ร้อนเกินไป) เพื่อไม่ให้หนังศีรษะระคายเคือง จากนั้นจึงเริ่มขั้นตอนการฟื้นฟูบำรุงด้วย 10 แบรนด์ครีมหมักผมคุณภาพ ที่มีส่วนผสมเด็ดๆ อย่างเคราติน ที่ช่วยเติมโปรตีนให้เส้นผม โจโจ้บาออยล์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น หรือโปรตีนจากธรรมชาติที่ช่วยซ่อมแซมเส้นผมที่เสียหาย
เคล็ดลับสำคัญคือ ต้องหมั่นบำรุงอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้หมักผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ให้ผมได้ดูดซึมสารอาหารอย่างเต็มที่ ระหว่างนี้อาจห่อผมด้วยหมวกอาบน้ำหรือผ้าขนหนูอุ่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุง นอกจากการดูแลเส้นผมแล้ว อย่าลืมใส่ใจผิวหนังศีรษะด้วยนะคะ เพราะบริเวณที่สัมผัสกับน้ำยากัดสีผมอาจเกิดอาการแห้ง คัน หรือระคายเคืองได้ แนะนำให้ใช้ 10 ยี่ห้อมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ดีที่สุด ที่มีส่วนผสมเจ๋งๆ อย่างไฮยาลูรอนิคแอซิดที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น เซราไมด์ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว หรือเชียบัตเตอร์ที่ช่วยบำรุงลึก
และอีกทิปที่อยากแนะนำคือ ในช่วงแรกหลังกัดสีผม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนจากเครื่องไดร์ หรือเครื่องม้วนผม และถ้าจำเป็นต้องใช้ อย่าลืมฉีดสเปรย์ป้องกันความร้อนก่อนทุกครั้ง เพื่อให้เส้นผมของคุณสวยเงางามอย่างมีสุขภาพดีค่ะ
เตรียมผมให้พร้อมก่อนกัดสีเพื่อป้องกันผมแห้งเสีย
การกัดสีผมเป็นกระบวนการที่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเส้นผมและหนังศีรษะได้ สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้คือ ไม่ควรสระผมก่อนกัดสีประมาณ 1-2 วัน เพราะน้ำมันธรรมชาติบนหนังศีรษะของเรามีประโยชน์มาก น้ำมันเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันผิวหนังศีรษะและเส้นผมของเรา ช่วยลดการระคายเคืองจากน้ำยากัดสี และป้องกันไม่ให้หนังศีรษะแสบร้อนมากเกินไป ถ้าเราสระผมก่อนกัดสี ผมจะแห้ง ขาดความชุ่มชื้น และอาจทำให้น้ำยากัดสีซึมเข้าไปทำลายเส้นผมได้มากขึ้น
วิธีการบำรุงผมก่อนกัดสีอย่างถูกต้อง
การเตรียมผมให้แข็งแรงก่อนกัดสีเป็นเรื่องสำคัญมาก เราควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผมอย่างสม่ำเสมอก่อนถึงวันกัดสี โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนกัดสี เพื่อให้ผมแข็งแรงพร้อมรับมือกับสารเคมี
- ใช้ครีมนวดผมแบบเข้มข้น (Deep Conditioning): ครีมนวดผมประเภทนี้มีส่วนผสมของสารบำรุงที่เข้มข้น ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผมอย่างล้ำลึก ทำให้เส้นผมนุ่มและแข็งแรง ควรใช้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยทิ้งไว้บนผมประมาณ 15-30 นาที แล้วล้างออก
- บำรุงด้วยน้ำมันธรรมชาติ: น้ำมันธรรมชาติแต่ละชนิดมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างกัน เช่น น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ผมนุ่มและมีน้ำหนัก น้ำมันอาร์แกนอุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยบำรุงเส้นผม และน้ำมันโจโจ้บาช่วยรักษาความชุ่มชื้น ควรใช้น้ำมันเหล่านี้หมักผมทิ้งไว้ข้ามคืนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก่อนสระออกในเช้าวันถัดไป
เลี่ยงการใช้เครื่องหนีบหรือไดร์ร้อนก่อนทำสีผม
ความร้อนจากเครื่องหนีบผมหรือไดร์เป่า ผมสามารถทำให้เส้นผมแห้งและสูญเสียความชุ่มชื้น การใช้ความร้อนก่อนการกัดสีจะทำให้ผมมีความเปราะบางและอ่อนแอลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียหายจากสารเคมี ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับเส้นผมก่อนกัดสีอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้เส้นผมได้พักฟื้นและคงความชุ่มชื้น นอกจากนี้ การบำรุงเส้นผมด้วยมาสก์หรือน้ำมันจะช่วยให้เส้นผมแข็งแรงและพร้อมรับการกัดสี
คำถามที่พบบ่อย
- การกัดสีผมจะทำให้เส้นผมแห้งเสียมากแค่ไหน?
การกัดสีผมทำให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้นและอาจทำให้ผมแห้งเสียได้ โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการบำรุงที่เหมาะสม การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมบำรุง เช่น เคราติน หรือ น้ำมันธรรมชาติ สามารถช่วยลดความเสียหายได้
- ควรหลีกเลี่ยงการสระผมก่อนกัดสีหรือไม่?
ใช่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสระผมอย่างน้อย 1-2 วันก่อนกัดสี เพราะความมันธรรมชาติของหนังศีรษะจะช่วยปกป้องเส้นผมและหนังศีรษะจากการระคายเคืองที่เกิดจากสารเคมีในน้ำยากัดสี
- ทำไมเราต้องทำเทสต์ปอยผมก่อนกัดสี?
เพราะการทำเทสต์ปอยผมช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบว่าสีที่ได้จะออกมาเป็นอย่างไร และเพื่อตรวจสอบว่าเส้นผมของคุณจะทนต่อสารเคมีได้หรือไม่ ป้องกันปัญหาผมเสียหรือสีไม่ตรงตามที่ต้องการ
- หลังจากกัดสีแล้ว ควรดูแลเส้นผมอย่างไรเพื่อป้องกันผมเสีย?
คุณควรบำรุงเส้นผมด้วยมาสก์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว และหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนจากเครื่องหนีบผมหรือไดร์ร้อนในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังการกัดสี






















